|
"
อี85 " พลังงานทดแทนสามารถทำได้หากได้รับการส่งเสริม
ประเทศบราซิลเริ่มหาพลังงานทดแทนมาตั้งแต่ปี
พ.ศ 2463 โดยในปี
พ.ศ 2474 ก็เริ่มทำอย่างจริงจัง
จวบจนทุกวันนี้
77 ปีของการประสบความสำเร็จในการใช้น้ำมันจากพืช โดยใช้อ้อยมาหมัก
แล้วกลั่นออก
มาเป็นเอทานอลโดยผสมกับน้ำมันในสัดส่วนต่างๆโดยเริ่มแรกเมื่อปี
พ.ศ 2474 นั้นผสมเอทานอลอัตราส่วน
5%
ในน้ำมันเรียกว่า " อี5 " แล้วเริ่มขยับเป็น 10% จนเป็น
" อี85 " ซึ่งก็คือสัดส่วนของเอทานอล 85% ซึ่งใช้
ในบราซิลมานานนับสิบปีแล้ว
โดยในปัจจุบันบราซิลมีกำลังการผลิตเอทานอลจากอ้อย 1 หมื่น 7
พันล้าน
ลิตรต่อปีและรถยนตร์ในประเทศบราซิลก็ใช้เครื่องยนต์ที่รองรับ
" อี85 " คิดเป็น 85% ของรถยนต์ทั้งประเทศ
สำหรับประเทศไทยมีกำลังการผลิตเอทานอลเพื่อนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ
มีโรงงานผลิตเอทานอล
จำนวน
8 โรงมีกำลังการผลิต 890,000 ลิตรต่อวัน และหากมีการส่งเสริมให้ใช้น้ำมัน
" อี85 " อย่างเต็มที่แล้ว
จะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันได้ถึง
20 ล้านลิตร ประหยัดงบประมาณได้ถึง 7,000 ล้านบาท และค่ายรถยนต์ที่
พร้อมนำเข้ารถยนต์อี85
ได้แก่ " วอลโว่ " และ " ฟอร์ด " โดยบริษัทวอลโว่ยืนยันว่า
สวีเดนแม้อากาศติดลบ
40
องศาก็ยังสามารถใช้ " อี85 " ได้แต่ในช่วงสตาร์ทอาจต้องใช้น้ำมันนำก่อนบ้างเท่านั้น
ส่วนบริษัทฟอร์ด
ก็ให้ความรู้ว่า
ปัจจุบันจากการวิจัยประสิทธิภาพสูงสุดที่ความสามารถของเครื่องยนตร์ที่รับได้คือ
" อี85 "
เมื่อมีคนถามว่าทำไมจึงไม่มี
อี90 หรือ อี95 ต่อไป การส่งเสริมให้เกิดอี85 ต้องอาศัยความร่วมมือจากสี่ฝ่าย
ได้แก่
ผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตเชื้อเพลิง รัฐบาลและผู้บริโภค ซึ่งตัวอย่างที่ดีเป็นต้นแบบได้ก็คือประเทศบราซิล
...ไทยเรามีศักยภาพสามารถทำได้
แต่ต้องอาศัยการวางแผนงานที่เป็นระบบ เพื่อที่จะเริ่มต้นไปพร้อมกัน...
|